ป้ายกำกับ

Google (14) forum (12) webboard (12) กระดานสนทนา (12) ethic (10) มารยาท (10) politic (9) การเมือง (9) election (6) history (6) life (6) life style (6) local (6) การเลือกตั้ง (6) ชีวิต (6) ท้องถิ่น (6) ประวัติศาสตร์ (6) cartoon (5) การ์ตูน (5) แบบแผนชีวิต (5) family (4) freetalk (4) manga (4) strategy (4) war (4) ยุทธศาสตร์ (4) สงคราม (4) สนทนาทักทาย (4) data (3) download (3) sun tzu (3) ข้อมูล (3) ครอบครัว (3) ซุนวู (3) ระเบียบวิธี (3) Algorithm (2) administration (2) art (2) book (2) buddhist (2) business (2) chatroom (2) fiction (2) instruction (2) learning (2) management (2) methodology (2) monk (2) philosophy (2) search (2) society (2) technology (2) thai (2) website (2) การเรียนรู้ (2) ค้นหา (2) จัดการ (2) ธุรกิจ (2) นิยาย (2) บริหาร (2) ปรัชญา (2) พระสงฆ์ (2) พุทธศาสนา (2) ภาษาไทย (2) วิธีใช้ (2) สังคม (2) หนังสือ (2) ห้องสนทนา (2) เทคโนโลยี (2) E-mail (1) Facebook (1) Gmail (1) Thailand (1) Twitter (1) Youtube (1) ads (1) artbook (1) artist (1) birthplace (1) blog (1) city (1) communication (1) computer (1) concubine (1) discuss (1) eating (1) fallacy (1) father (1) focus (1) food (1) future (1) growth (1) height (1) homeland (1) ink (1) internet (1) introduce (1) language (1) lie (1) logic (1) marketing (1) morale (1) open (1) paper (1) parents (1) political party (1) printer (1) procedure (1) profile (1) reader (1) scan (1) service (1) spam (1) start (1) studybook (1) sufficient (1) system (1) thanks (1) thin (1) three kingdoms (1) topic (1) traveling (1) uthaithani (1) video (1) weblog (1) webmaster (1) weight (1) กระดาษ (1) กระทู้ (1) การกิน (1) การตลาด (1) การสื่อสาร (1) การเดินทาง (1) การเติบโต (1) ขยะข้อมูล (1) ขอบคุณ (1) ข้อปฏิบัติ (1) คติธรรม (1) ความสูง (1) คอมพิวเตอร์ (1) ตรรกะวิบัติ (1) ตรรกะศาสตร์ (1) ตระกูล (1) ตอแหล (1) นักอ่าน (1) น้ำหนัก (1) บรรพชน (1) บริการ (1) บ้านเกิด (1) บ้านเกิดเมืองนอน (1) ประเทศไทย (1) ผอม (1) พรรคการเมือง (1) พอเพียง (1) พ่อ (1) ภาษา (1) มุมมอง (1) ระบบ (1) วิจารณ์ (1) ศิลปิน (1) ศีลธรรม (1) สามก๊ก (1) หมึก (1) อนาคต (1) อาหาร (1) อุทัยธานี (1) เครื่องพิมพ์ (1) เมียน้อย (1) เมือง (1) แนะนำตัว (1) แบบเรียน (1) โฆษณา (1)

วันเสาร์ที่ 5 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2554

ตำราพิชัยสงครามซุนวู(ภาคต้น)

บทที่ ๑ กลลวง
ซุนจื่อกล่าวว่า

การสงครามคือเรื่องใหญ่ของประเทศชาติ เกี่ยวพันถึงความเป็นความตายของประเทศ จึงมิอาจไม่ทำการศึกษาอย่างละเอียด

ดังนั้น การพิเคราะห์ที่มาแห่งผลแพ้ชนะประกอบด้วย 5 ประการ 1. เหตุผล 2. สภาพอากาศ 3. พื้นที่ 4. ขุนพล 5. กฎหมาย

1. เหตุผล คือ การทำให้ความต้องการของราชาและประชาเป็นหนึ่งเดียว เช่นนี้ประชาจึงจะยินยอมทุ่มเทแรงกายและแรงใจถวายชีวิตเพื่อราชาในการสงครามได้

2. สภาพอากาศ คือ กลางวันและกลางคืน ฝนตกและฟ้าแจ้ง หนาวยะเยือก ร้อนระอุ สี่ฤดูหมุนเวียนสลับสับเปลี่ยน

3. พื้นที่ คือ ระยะทางใกล้ไกล ชัยภูมิอันตรายหรือราบเรียบ ชัยภูมิเป็นที่แคบหรือที่กว้าง สภาพพื้นที่ง่ายต่อการรุกรับ บุกและถอยหรือไม่

4. ขุนพล คือ พรสวรรค์ในการวางแผนการรบและการรบของขุนพล บำเหน็จและลงโทษอย่างมีเหตุผลชัดเจนเสมอภาค รักใคร่เมตตาต่อพลทหารในบังคับบัญชา มีความกล้าหาญและเด็ดขาด รักษาระเบียบวินัยในกองทัพอย่างเข้มงวด

5. กฎหมาย หมายถึง การกำหนดระบบการจัดระเบียบทัพ การปกครองทหารในกองทัพและการแบ่งหน้าที่ การแบ่งปันเสบียงอาหารและการบริหารเสบียงกรัง

5 ข้อข้างต้นที่กล่าวมานี้ ไม่มีขุนพลคนใดไม่ทราบ แต่มีเพียงทำความเข้าใจกับมันอย่างลึกซึ้งและควบคุมมันได้เป็นอย่างดีเท่านั้นจึงจะสามารถนำมันมาใช้ประโยชน์ในการนำชัยได้ ดังนั้นจึงต้องอาศัย 7 ข้อดังนั้นมาเปรียบเทียบความเป็นไปได้ในการชนะสงคราม

1. ราชาแห่งแคว้นใดมีปรีชาสามารถกว่ากัน?

2. แม่ทัพแคว้นใดเปรื่องปราดสามารถกว่ากัน?

3. ทัพแคว้นใดยึดชัยภูมิที่มีเปรียบในช่วงเวลาที่มีเปรียบกว่ากัน?

4. กฎระเบียบในกองทัพของแคว้นใดเป็นไปอย่างเข้มงวดทั่วถึงและมีประสิทธิภาพกว่ากัน?

5. กำลังพลของแคว้นใดเหนือกว่ากัน?

6. ทหารของทัพใดฝึกฝนมามากกว่ากัน?

7. ฝ่ายใดมีการปูนบำเหน็จและลงโทษอย่างชัดเจนยุติธรรมกว่ากัน?


การทหารเปี่ยมอุบาย ดังนั้น

จะจู่โจมแสร้งทำเป็นจะไม่จู่โจม หรือไม่อาจจู่โจม

จะตีที่ใกล้แต่แสร้งทำเป็นจะตีที่ไกล

สำหรับศัตรูที่โลภ ให้ใช้ผลประโยชน์เล็กน้อยเข้าล่อ

กับศัตรูที่กำลังสับสนรวนเร ควรฉวยโอกาสจู่โจม

กับศัตรูเข้มแข็งพอตัว ควรเพิ่มการป้องกันเป็นเท่าตัว

กับศัตรูที่แข็งแกร่งมาก ควรหลบเลี่ยงการปะทะไปก่อน

กับศัตรูที่ขี้โมโห ให้ยั่วให้เขาโกรธเพื่อที่เขาจะได้ประมาท

กับศัตรูที่ดูถูกเรา ให้หลอกตบตาให้มันยิ่งตายใจดูถูกเรายิ่งขึ้น

กับศัตรูที่มีการเตรียมพร้อม ให้ตอดเล็กตอดน้อยให้เขาล้ากับการรับมือเรา

กับศัตรูที่ภายในมีการปรองดองกันดี ต้องพยายามยุแหย่ให้แตกกัน

ต้องจู่โจมยามข้าศึกไม่ทันระวังตั้งตัว

ต้องเคลื่อนไหวโดยศัตรูมิอาจหยั่งคาด

บทที่ ๒ การทำสงคราม
อันการยกทัพออกรบ สร้างรถศึก 1,000 คัน รถเสบียง 1,000 คัน ทหารหนึ่งแสน ยังต้องบรรทุกเสบียงไปพันลี้ เช่นนี้ ค่าใช้จ่ายของแนวหน้าและแนวหลัง ค่าใช้จ่ายของราชทูตที่ต้องเดินทางไปมา อุปกรณ์การรบและอื่นๆ รวมถึงอาวุธชุดเกราะสำรองสำหรับกองทัพ แต่ละวันต้องจ่ายพันตำลึงทอง กองทหารขนาดหนึ่งแสนนายจึงจะสามารถเคลื่อนทัพได้

ผู้ซึ่งยกทัพขนาดมหาศาลเช่นนี้แล้วหวังจะกำชัยชนะโดยเร็ว การเดินทัพออกรบเป็นเวลานานจะทำให้ทหารอ่อนเพลียเหนื่อยล้า กำลังใจรบถดถอย การจะตีเมืองก็จะต้องเสียเวลาและพลกำลังเพิ่มขึ้นกว่าเดิม

การให้ทหารออกไปรบเป็นเวลานานจะทำให้การเงินของประเทศติดขัด ทหารอ่อนพลีย กำลังใจรบถดถอย สูญเสียสมรรถภาพกองทัพ เศรษฐกิจทรุดหนัก เมื่อนั้น แคว้นอื่นก็จะฉวยโอกาสพิชิตเราได้ หากเป็นเช่นนั้น แม้จะมีผู้นำทัพที่เก่งกาจก็ไม่อาจช่วยกู้สถานการณ์ได้

ดังนั้น ผู้ซึ่งไม่รู้ข้อเสียของการยกทัพจับศึก ย่อมไม่มีทางทราบข้อดีของการรบ

ผู้เชี่ยวชาญการศึก จะไม่เกณฑ์ทหารหลายครั้ง และไม่ขนเสบียงทัพไปมากเกินจำเป็น อาวุธทั้งมวลได้จากในประเทศ ส่วนเสบียงหาเอาจากแดนศัตรู เช่นนี้ก็จะสามารถตัดปัญหาเรื่องเสบียงไปได้

สาเหตุสำคัญที่ประเทศยากจนเพราะการสงครามคือการยกทัพไปรบยังแดนไกลและขนส่งทางไกลเป็นสาเหตุสำคัญ การขนส่งทางไกลจะทำให้ชาวบ้านยากจน ที่ซึ่งอยู่ใกล้เขตตั้งทัพข้าวของจะมีราคาสูงลิบ ข้าวของแพงลิบทำให้ประชาชนยากจน

เมื่อท้องพระคลังว่างเปล่าเพราะทำสงครามประเทศก็ต้องเร่งเพิ่มภาษีเป็นการด่วน

สมรรถภาพกองทัพเสื่อมสูญ ทรัพย์สินแห้งเหือด ชาวประชาต่างยากจนกันถ้วนหน้า สูญทรัพย์ไปกว่าเจ็ดส่วน ท้องพระคลังเอง เนื่องจากรถศึกชำรุดเสียหาย ม้าศึกอ่อนเปลี้ยล้มป่วย อาวุธยุทโธปกรณ์ชำรุดเสียหาย รถบรรทุกเสบียงชำรุดผุพัง สูญเสียไปหกส่วน

ดังนั้นแม่ทัพที่ชาญฉลาดจะหาทางแก้ปัญหาเรื่องเสบียงในดินแดนของศัตรู เสบียงที่หาได้ในแดนศัตรูหนึ่งส่วนมีค่าเท่ากับเสบียงที่ขนส่งจากแดนของตนยี่สิบส่วน

ดังนั้น หากต้องการให้ทหารห้าวหาญในการรบกับศัตรู ก็ต้องกระตุ้นให้พวกเขาโกรธแค้นศัตรู หากต้องการแย่งชิงสมบัติของศัตรู ก็ต้องใช้สมบัตินั้นล่อใจทหาร ดังนั้นหากชิงรถศึกมาได้สิบคันขึ้นไป จะต้องปูนบำเหน็จแก่ทหารที่เป็นผู้ชิงรถศึกนั้นมาได้เป็นคนแรก จากนั้นเปลี่ยนธงรบแล้วนำมาปะปนเป็นรถศึกของฝ่ายตน กับเชลยศึกที่จับตัวมาได้ต้องปฏิบัติด้วยอย่างดี นี่คือสิ่งที่เรียกว่า

สยบศัตรูพร้อมกับทำให้ฝ่ายตนแข็งแกร่งขึ้น

ดังนั้นหากอยากชนะศึกโดยเร็ว ไม่ควรคิดถ่วงเวลาในการทำศึกให้ยืดเยื้อออกไป


บทที่ ๓ วางแผนจู่โจม
หลักการใช้ทหารนั้น...

ทำให้ประเทศอธิราชยอมแพ้โดยไม่ต้องใช้กำลังทหาร ถือเป็นแผนการอันเลิศล้ำที่สุด

หากเอาชนะได้สำเร็จโดยการยกทัพไปตีประเทศอธิราช คือแผนที่ดีรองลงมา

การทำให้กองทัพศัตรูยอมสยบโดยไม่ต้องสูญเสียเลือดเนื้อแม้แต่คนเดียว คือแผนการอันล้ำเลิศ

หากทำให้สยบได้ด้วยการใช้กำลังตีทัพศัตรูแตกพ่าย คือแผนการที่ดีรองลงมา

ดังนั้น ร้อยรบร้อยชัย มิได้เลิศล้ำที่สุด การเอาชนะศัตรูได้โดยไม่ต้องเสียเลือดเนื้อต่างหาก จึงนับว่าเลิศล้ำที่สุด


ดังนั้น แผนอันเลิศล้ำที่สุดคือใช้กลอุบายเอาชนะข้าศึก

รองลงไปคือใช้การทูตเอาชนะข้าศึก

รองลงไปอีกคือใช้กำลังทหารเอาชนะข้าศึก

แผนอันเลวที่สุดคือการตีชิงยึดเมือง

การยึดเมืองถือเป็นแผนสุดท้ายที่เมื่อไม่มีแผนอื่นเหลือให้ใช้แล้วจึงค่อยกระทำ

การสร้างโล่ใหญ่และรถศึกสี่ล้อ ตระเตรียมอาวุธ ต้องใช้เวลาสามเดือน

การสร้างเนินดินสำหรับจับตาดูความเคลื่อนไหวของข้าศึกภาพในเมืองเพื่อจะตีชิงเมือง ก็ต้องใช้เวลาสามเดือน

เวลาที่ถูกทอดยาวจะทำให้แม่ทัพเดือดดาลร้อนใจ และเร่งเร้าให้ทหารฮือเข้าไปตีเมืองดุจฝูงมด ทหารต้องตายไปหนึ่งในสาม แต่ยังคงตีเมืองไม่ได้ นี่เองคือข้อเสียของการที่ต้องตีชิงเมือง


ดังนั้น ผู้เชี่ยวชาญกลศึก จะสามารถสยบทัพข้าศึกได้โดยไม่ต้องประจัญบาน ยึดครองเมืองของข้าศึกได้โดยไม่ต้องโหมปะทะตรงๆ ทำให้ประเทศของศัตรูล่มสลายได้โดยไม่ต้องยกทัพไปตีเป็นเวลานาน

ควรใช้กลอุบายที่ทำให้มั่นใจว่าจะชนะแน่นอนในการเอาชัยชิงแผ่นดิน เพื่อที่กองทัพจักได้ไม่เหนื่อยล้าต่อการศึกจนเสียการ และสามารถคว้าชัยชนะมาได้โดยสมบูรณ์ นี่เองคือหลักแห่งกลศึก


ดังนั้น ในการรบ

หากเรามีกองกำลังมากกว่าศัตรู 10 เท่า ให้ใช้วิธีโอบล้อมจาก 4 ด้านให้ศัตรูยอมสยบ

หากมีกำลังพลมากกว่าศัตรู 5 เท่า ให้จู่โจมศัตรู

หากมีกำลังมากกว่าศัตรู 1 เท่า ให้คิดแผนแบ่งแยกกำลังของศัตรูออกแล้วจู่โจมไปทีละกอง

หากกองกำลังของฝ่ายเราพอๆ กับศัตรู ต้องวางแผนหาทางเอาชัยให้ดีๆ

หากกองกำลังของเราน้อยกว่าศัตรู ต้องพยายามสลัดข้าศึกให้หลุด

หากปัจจัยทุกด้านของเราล้วนด้อยกว่าศัตรู ให้พยายามหาทางหลีกเลี่ยงการปะทะ


แม่ทัพคือผู้ช่วยของประเทศ หากช่วยเหลือได้รัดกุมรอบคอบ ประเทศก็จะเจริญแข็งแกร่ง หากช่วยเหลือไม่ดี ประเทศก็จะอ่อนแอ


ราชาจะสามารถทำร้ายกองทัพได้ด้วยเหตุผล 3 ประการ

1. ไม่เข้าใจว่ากองทัพจะบุกรุดหน้าไม่ได้แล้วกลับสั่งให้บุกรุดหน้า ไม่เข้าใจว่ากองทัพไม่อาจถอยได้แล้วกลับสั่งให้ถอย นี่เรียกว่าผูกมัดจำกัดความเคลื่อนไหวของกองทัพ

2. ไม่เข้าใจการบริหารภายในของกองทัพแล้วกลับยื่นมือเข้าแทรกแซง ทหารทั้งกองทัพจะงุนงงในกฎของทัพอันไม่เป็นหนึ่งเดียว

3. ไม่รู้กลศึกแต่กลับแทรกแซงการบังคับบัญชาของกองทัพ ทั้งแม่ทัพนายกองและพลทหารจะเกิดความอึดอัดไม่มั่นใจ

ในเมื่อกองทัพทั้งสับสนและอึดอัดมึนงงไม่มั่นใจ ก็จะเป็นสร้างสร้างโอกาสให้แคว้นอื่นฉกฉวยช่องว่างนี้เข้าจู่โจม นี่คือที่กล่าวกันว่าทำลายกองทัพของตัวเอง

ดังนั้น 5 ข้อต่อไปนี้จะทำให้ทำนายได้ว่าจะชนะหรือไม่

1. ทราบว่าเมื่อใดควรรบเมื่อใดไม่ควรรบ

2. สามารถพลิกแพลงใช้กลศึกตามจำนวนทหารที่มีได้เป็นอย่างดี

3. ทหารทั้งกองทัพสามัคคีเป็นน้ำหนึ่งในเดียวกันและสู้ถวายชีวิต

4. เตรียมตัวมาพร้อมเพื่อจะไปเผชิญหน้าอีกฝ่ายที่เตรียมตัวมาไม่พร้อม

5. แม่ทัพมีความสามารถในการนำทัพสูงเยี่ยมและราชาไม่แทรกแซงกิจการในกองทัพ


ดังนั้นจึงกล่าวว่า

รู้เขารู้เรา ร้อยรบไร้พ่าย

ไม่รู้เขารู้เรา จะชนะครึ่งหนึ่ง

ไม่รู้เขาไม่รู้เรา จะแพ้ทุกศึก


บทที่ ๔ สภาพ
นับแต่อดีตมา ผู้เชี่ยวชาญการทหาร จะสร้างปัจจัยอันได้เปรียบแก่ฝ่ายตนก่อน เพื่อให้ฝ่ายตนไม่แพ้ข้าศึก จากนั้นเสาะหาและรอคอยช่วงเวลาที่ข้าศึกมีโอกาสจะโดนเราตีพ่ายได้

การทำให้ฝ่ายตนไร้จุดอ่อนให้จู่โจมและมีโอกาสคว้าใจ เป็นการกระทำของฝ่ายตนเอง

การที่มีโอกาสเอาชัยข้าศึกได้ อยู่ที่ข้าศึกเผยช่องโหว่

ดังนั้นผู้ที่เก่งกาจด้านการทหารจะสามารถทำให้ฝ่ายตนไม่ถูกเอาชัยได้ แต่ไม่อาจทำให้ฝ่ายศัตรูตกอยู่ในสภาพที่จะถูกฝ่ายเราพิชิตได้

ดังนั้น ชัยชนะนั้นสามารถคาดการณ์ได้ แต่หากศัตรูไร้ช่องโหว่ให้ฉกฉวย เราก็ไม่อาจมั่นใจได้เช่นกันว่าจะชนะ


เมื่อเราอยู่ในฐานะที่ไม่อาจเอาชัยศัตรูได้ จงทำการป้องกัน

หากอยู่ในฐานะที่สามารถเอาชัยศัตรูได้ ให้ดำเนินการบุก

การตั้งรับนั้นเนื่องมาอยากปัจจัยที่จะคว้าชัยยังมีไม่มากพอ

การเป็นฝ่ายบุกนั้นเนื่องจากปัจจัยในการคว้าชัยมีเหลือเฟือ

ผู้ชำนาญการตั้งรับ จะสามารถปกปิดความเคลื่อนไหวของตนได้ดุจซ่อนกายอยู่ใต้ดิน ทำให้ข้าศึกไม่อาจหยั่งเห็นได้

ผู้เชี่ยวชาญการจู่โจม ความเคลื่อนไหวจะลึกล้ำสุดหยั่งคาด ทำให้ศัตรูมิอาจป้องกันได้

ดังนั้น จึงสามารถทั้งรักษาตนให้รอดปลอดภัยและเอาชัยข้าศึกได้โดยสมบูรณ์


หลักการใช้ทหาร 1. คือ วัด 2. คือ ตวง 3. คือ นับ 4. คือ ชั่ง 5. คือชัย

วัด สังเกตพื้นที่ว่าเปี่ยมอันตราย กว้างแคบ เป็นที่เป็นหรือที่ตาย จากนั้นคาดคะเนความสามารถในการรองรับทหารของพื้นที่นั้นๆ ว่าจะสามารถรองรับทหารของทั้งสองฝ่ายได้เท่าไร จากนั้นมาคาดคะเนว่าฝ่ายเราควรจะส่งทหารไปยังพื้นที่นั้นเท่าไร และใช้การนี้คำนวณผลแพ้ชนะ ดังนั้น ผู้ที่จะแพ้พ่ายคือผู้ที่คำนวณผิดพลาด


บทที่ ๕ อานุภาพ
การจะปกครองกองทัพใหญ่ก็เหมือนการปกครองกองทัพย่อย นั่นคือต้องแบ่งแยกเป็นกลุ่มกอง

การจะบังคับบัญชาคนจำนวนมาก ก็เหมือนบังคับบัญชาคนจำนวนน้อย นั่นคือต้องตั้งรหัสสัญลักษณ์ที่จะใช้เป็นสัญญาณและทำให้สัญญาณเหล่านี้ถูกถ่ายทอดไปทั่วถึง และได้รับการปฏิบัติตามอย่างเคร่งครัด

จะทำให้กองทัพของประเทศไม่ถึงกับแตกพ่ายเมื่อถูกศัตรูบุกจู่โจมอย่างกะทันหัน ขึ้นอยู่กับวิธีการใช้ “กำลังหลักและกำลังสำรอง”

การจะทำให้ยามกองทัพจู่โจมข้าศึก เป็นประดุจใช้หินกระทบไข่ ไร้ผู้ต่อต้าน ขึ้นอยู่กับการใช้ “จริงและเท็จ”


ปกติการทำสงครามนั้น มักใช้กำลังหลักเผชิญหน้ากับศัตรู และใช้กำลังสำรองเอาชัย ดังนั้น แม่ทัพที่เชี่ยวชาญการใช้กำลังสำรองชนะศึก ความสามารถในการพลิกแพลงใช้ทหารของเขาจะต้องเป็นประดุจเทวดา มากมายไม่สิ้นสุด เป็นประดุจแม่น้ำหลั่งไหลไม่ขาดตอน หมดแล้วมีใหม่ไม่เคยแห้งเหือด ดุจตะวันจันทราสลับสับเปลี่ยน

น้ำเชี่ยวสามารถเคลื่อนศิลา เป็นเพราะกระแสน้ำไหลแรง วิหคร้ายสามารถปลิดชีพเหยื่อได้ในคราเดียว เนื่องจากจังหวะและความเร็วในการจู่โจม

ดังนั้น เวลาแม่ทัพที่ฉลาดออกศึก จะต้องสร้างจังหวะจู่โจมของฝ่ายตนในรูปแบบรวดเร็ว ฉับไว และดุดัน อานุภาพเช่นนี้ประดุจเกาทัณฑ์น้าวสุดสาย จังหวะเช่นนี้ ประดุจสะกิดปล่อยหน้าไม้


ขณะที่ต้องรบในสถานการณ์สับสน ต้องทำให้กองทัพของตนไม่สับสนรวนเร ต้องยังสามารถบังคับบัญชาได้อย่างมีประสิทธิภาพทุกหมู่เหล่า เพื่อให้ศัตรูไม่มีช่องว่างให้ฉกฉวย

ความสับสนรวนเรของกองทัพนั้นเกิดจากการบังคับบัญชา

ความขลาดเขลานั้นก็เกิดจากใช้ความกล้าหาญไม่ถูกทาง

ความอ่อนแอเกิดจากการใช้ความเข้มแข็งไม่ถูกทาง

ความสับสนรวนเรเกิดจากการบังคับบัญชาที่หย่อนประสิทธิภาพ

ความขลาดเขลาของทหารเกิดจากการใช้ทหารผิดหน้าที่และความชำนาญ

ความอ่อนแอของกองทัพเกิดจากกำลังพลและการเตรียมพร้อมไม่มากพอ

ดังนั้น หากแม่ทัพที่เก่งกาจใช้หลักการเหล่านี้หลอกตบตาศัตรู ศัตรูจะถูกตบตาอย่างแน่นอน

หากเอาผลประโยชน์เข้าล่อศัตรู ศัตรูจะต้องหลงกลอย่างแน่นอน

ใช้กำลังพลที่อ่อนแอตบตาศัตรูว่าฝ่ายตนอ่อนแอ เพื่อล่อให้ศัตรูตกเข้าสู่หลุมพรางของทหารฝ่ายตนที่ดักซุ่มอยู่


ดังนั้น แม่ทัพผู้เก่งกาจ จะต้องมุ่งความสนใจไปยัง “การใช้ทหารให้เหมาะสมกับความสามารถ” โดยไม่คาดหวังให้ทหารทำอย่างที่ตนต้องการไปทุกอย่าง ดังนั้น เขาจึงสามารถเลือกให้บุคลากรได้อย่างเหมาะสม

ผู้เชี่ยวชาญการใช้คนนั้น เวลาบังคับบัญชาการรบ จะเป็นเหมือนเคลื่อนขยับก้อนหินหรือท่อนซุง ก้อนหินหรือท่อนซุงนั้น มีคุณลักษณะที่ จะตั้งอยู่อย่างมั่นคงบนพื้นราบ และเคลื่อนไหวง่ายในที่ชัน ไม้หรือหินทรงสี่เหลี่ยมจะวางได้มั่นคง ไม้หรือหินทรงกลมจะเคลื่อนที่ได้ง่าย

ดังนั้นแม่ทัพที่บังคับบัญชาเก่งๆ จะพยายามสร้างความได้เปรียบให้ฝ่ายตน เหมือนปล่อยหินกลมให้กลิ้งลงมาจากยอดเขาสูงลิบ ใครก็มิอาจต้านทานได้ นี่แหละคือสิ่งที่เรียกว่า “อานุภาพ”


บทที่ ๖ จริงเท็จ
ผู้ไปถึงสมรภูมก่อนและรอให้ศัตรูมาถึง จะเป็นฝ่ายบุกจู่โจมและได้เปรียบ ผู้ไปถึงสมรภูมิทีหลังจะอ่อนเพลียเหนื่อยล้า และเป็นฝ่ายเสียเปรียบ ดังนั้น ผู้เชี่ยวชาญการศึกจะเป็นฝ่ายควบคุมศัตรูมิใช่ถูกศัตรูควบคุม

การที่จะสามารถล่อศัตรูมาติดกับ ต้องอาศัยผลประโยชน์ส่วนน้อย (ส่งกองทหารกองเล็กๆ ไปล่อ)

การจะทำให้ศัตรูไม่กล้าคืบหน้าบุกเข้ามา ต้องใช้วิธีข่มขู่

หากศัตรูเตรียมตัวมาพร้อม ต้องหาทางทำให้เหน็ดเหนื่อยอ่อนล้า

หากศัตรูเตรียมเสบียงมาพร้อม ให้หาทางทำให้ต้องอดโซ

ศัตรูตั้งมั่นไม่ขยับ ต้องหาทางทำให้ศัตรูขยับ


การจู่โจมต้องมุ่งเน้นไปยังจุดที่ศัตรูไม่อาจเร่งรุดไปช่วยเหลือหนุนเสริมได้ทัน

ยามเคลื่อนทัพต้องเคลื่อนในเส้นทางที่ศัตรูไม่อาจหยั่งคาด

การเดินทัพนับพันลี้โดยไม่เหน็ดเหนื่อย เป็นเพราะเดินอยู่ในดินแดนที่ไร้ข้าศึก หรือดินแดนที่ข้าศึกป้องกันไม่เหนียวแน่น

การจู่โจมที่จะประสบผลแน่นอน ต้องจู่โจมจุดที่ศัตรูไม่ทันระวัง หรือไม่อาจระวังป้องกันได้

การป้องกันอันเหนียวแน่น เนื่องจากป้องกันจุดที่ศัตรูไม่กล้าจู่โจมหรือยากจะจู่โจมได้

ดังนั้น ผู้เชี่ยวชาญการจู่โจมจะจู่โจมในแบบที่ทำให้ศัตรูไม่ทราบจะป้องกันอย่างไรดี และผู้เชี่ยวชาญการป้องกันคือผู้ที่สามารถทำให้ศัตรูไม่ทราบจะจู่โจมอย่างไรดี

การกระทำต้องยอดเยี่ยมเลิศล้ำถึงขั้นไร้ร่องรอยให้สืบสาว ไร้สุ้มเสียงให้จับได้

ยามบุก ศัตรูมิอาจต้าน เพราะบุกสู่จุดที่การป้องกันของศัตรูเปราะบาง

ยามถอย ศัตรูมิอาจติดตามทัน เพราะความเคลื่อนไหวเป็นไปอย่างรวดเร็วฉับไว

ดังนั้น หากข้าจะบุก แม้ศัตรูจะตั้งรับอยู่หลังกำแพงอันมั่นคง ก็ยังต้องยกทัพออกมาประจันหน้า เพราะข้าเลือกจู่โจมจุดที่ศัตรูจำเป็นต้องป้องกัน

หากข้าไม่คิดประจันหน้า ต่อให้ศัตรูทำอย่างไรก็ไม่อาจทำให้ข้าออกประจันหน้าด้วยได้ เพราะข้าได้ใช้วิธีเปลี่ยนแปลงเส้นทางบุกของศัตรู


ดังนั้น ต้องใช้สิ่งที่แสดงออกหลอกตบตาศัตรูให้เผยความประสงค์ออกมา ส่วนฝ่ายตนไม่เผยร่องรอยออกไป ทำให้ศัตรูไม่อาจหยั่งคาดฝ่ายเราได้ ก็จะสามารถทำให้กำลังของฝ่ายเรารวมตัวแข็งแกร่งในขณะที่กองกำลังของศัตรูแยกย้ายกระจัดกระจาย

กองกำลังของฝ่ายเรารวมกันอยู่ยังจุดหนึ่ง ส่วนกำลังของศัตรูแยกย้ายกระจายอยู่สิบแห่ง เช่นนี้เราก็จะสามารถใช้วิธีอาศัยกำลังที่มากกว่าศัตรูสิบเท่าจู่โจมศัตรูไปทีละกลุ่ม

อย่าให้ศัตรูทราบจุดที่เราจะจู่โจม เมื่อศัตรูไม่รู้ ก็จะต้องวางกำลังป้องกันไว้ทุกจุด ยิ่งศัตรูกระจายกำลังไว้มากจุด กำลังหลักก็จะยิ่งแตกกระจายไม่รวมตัว เราก็จะสามารถลดจำนวนศัตรูที่ต้องจู่โจมลงไปได้มาก

ดังนั้น หากระมัดระวังป้องกันด้านหน้าเป็นพิเศษ ด้านหลังกำลังป้องกันจะค่อนข้างอ่อนแอ

ระวังป้องกันปีกซ้าย ปีกขวาก็จะอ่อนแอ

หากป้องกันทุกด้าน กำลังทุกจุดก็จะอ่อนแอ

การที่กำลังพลน้อย ก็เนื่องจากเราบีบให้ศัตรูต้องป้องกันเราไปเสียทุกจุด

กำลังข้าศึกมีมาก ก็เนื่องจากเราบีบให้ศัตรูจำต้องแบ่งทหารมาป้องกันเรา


ดังนั้น หากสามารถคะเนสถานที่และเวลาอันจะประจันกับข้าศึกได้ล่วงหน้า เช่นนี้ แม้จะเดินทางมาเป็นพันลี้ ก็ยังสามารถประจันกับข้าศึกได้

แต่หากไม่อาจทราบทั้งเวลาและสถานที่ที่จะปะทะกันล่วงหน้าได้ ก็จะเกิดสภาพ ปีกซ้ายไม่อาจช่วยปีกขวา กองหน้าไม่อาจช่วยกองหลัง อย่าว่าแต่ละกองทัพอยู่ห่างกันมากถึงหลายสิบลี้ ต่อให้อยู่ใกล้กันก็ยังห่างกันหลายลี้

ดังนั้น แม้ศัตรูจะมีกองกำลังมากกว่า เราก็ยังมีทางทำให้เขาไม่อาจใช้กองกำลังทั้งหมดมาจัดการเราได้พร้อมกัน


จงวิเคราะห์แลคาดคะเนอย่างจริงจัง เพื่อหยั่งจุดเด่นจุดด้อยในกลศึกของศัตรู

หาทางล่อลวงศัตรูเพื่อทำความเข้าใจต่อรูปแบบการจัดทัพและระเบียบทัพของศัตรู

ใช้ความเคลื่อนไหวลวงศัตรู เพื่อหยั่งทราบจุดเด่นจุดด้อยของชัยภูมิที่ศัตรูใช้

ใช้การสอดแนมเพื่อสืบทราบจำนวนทหารและความสามารถของทหารฝ่ายศัตรู

ดังนั้น หากสามารถใช้แผนลวงได้เลิศล้ำถึงขีดสุด จะสามารถทำให้ศัตรูไม่อาจหยั่งคาดความเคลื่อนไหวของเราได้แม้แต่น้อย เช่นนี้ แม้จะมีไส้ศึกแทรกซึมปะปน ก็ไม่อาจหยั่งทราบความเคลื่อนไหวของเราว่าใดจริงใดเท็จได้

แม้จะเป็นผู้ชาญฉลาดเลอเลิศ ก็ไม่อาจนึกหาวิธีรับมือเราได้

แม้จะใช้กลศึกอันพลิกผันเปลี่ยนแปลงตามความเคลื่อนไหวของศัตรูแล้วคว้าชัยมาได้ต่อหน้าทุกคน ทุกคนก็ยังดูไม่ออก ทุกคนต่างทราบเพียงวิธีเอาชนะแบบธรรมดาของข้า แต่ต่างไม่ทราบว่าข้าใช้วิธีใดพลิกแพลงตามสถานการณ์ความเคลื่อนไหวของศัตรูและเอาชนะศัตรูได้

ดังนั้น ทุกครั้งที่ออกรบ ล้วนไม่เคยใช้วิธีซ้ำกัน แต่เปลี่ยนแปลงไปตามความเคลื่อนไหวแต่ละครั้งของข้าศึกทั้งสิ้นไม่รู้จบ


การใช้ทหารเปรียบดั่งน้ำ น้ำจะไม่ไหลขึ้นที่สูง แต่จะไหลลงที่ต่ำเสมอ

การรบก็เช่นกัน จะต้องหลีกเลี่ยงจุดที่ศัตรูป้องกันเข้มแข็ง แต่จู่โจมจุดที่ศัตรูป้องกันเปราะบาง

น้ำจะไหลเร็วช้าตามความสูงที่แตกต่างกัน การทหารก็เช่นกัน จะต้องเปลี่ยนแปลงไปตามสภาพของศัตรูโดยไม่ซ้ำแบบ ดังนั้นจึงไม่มีรูปแบบใดที่แน่นอน ดุจสายน้ำไม่เคยคงรูป

หากสามารถพลิกแพลงตามความเคลื่อนไหวของศัตรูแล้วคว้าชัยได้ จึงนับว่าใช้ทหารได้ดุจเทพยดา

หลักในการใช้ทหารก็เหมือนหลักธรรมชาติทั้ง 5 นั่นคือ ธาตุทั้ง 5 หนุนเสริมและสะกดข่มซึ่งกันและกัน 4 ฤดูหมุนเวียนสับเปลี่ยนกันตามลำดับ กลางวันมีสั้นมียาว พระจันทร์มีกลมมีเว้า เปลี่ยนแปลงไม่สิ้นสุด


บทที่ ๗ การแย่งชิงชัยภูมิ
หลักการใช้ทหาร แม่ทัพรับบัญชาจากราชา เกณฑ์พลเรือนเป็นกองทหาร เคลื่อนขบวนสู่แนวหน้าประจันกับศัตรู ในระหว่างขั้นตอนเหล่านี้ สิ่งที่ยากลำบากที่สุดไม่มีใดกินแย่งชิงปัจจัยที่จะทำให้ได้ชัยกับศัตรู

จุดที่ยากที่สุดในการแย่งชิง คือ ทำอย่างไรจึงจะสามารถเดินผ่านเส้นทางคดเคี้ยวยาวไกลเพื่อบรรลุจุดหมายอันอยู่ใกล้ แปรเสียเปรียบเป็นได้เปรียบ จงใจเดินทางอ้อม และใช้ผลประโยชน์ส่วนน้อยล่อศัตรูให้มาถึงช้ากว่า เช่นนี้ก็จะสามารถบรรลุจุดประสงค์ ออกเดินทางทีหลังแต่บรรลุจุดหมายก่อนศัตรูได้

นี่คือที่เรียกว่ารู้จักใช้แผน “ใช้ทางอ้อมเพื่อทางลัด”


การแย่งชิงชัยภูมิมีประโยชน์มีมีภัย หากกองทัพบรรทุกอุปกรณ์จำเป็นในการเดินทัพทั้งหมดไปแย่งชิงชัยภูมิ ก็จะทำให้เคลื่อนไหวได้ช้าและไปถึงที่หมายไม่ทัน หากไม่นำเสบียงไปด้วย ก็จะขาดแคลนเสบียง ดังนั้น กองทัพที่รีบเร่งเดินทางทั้งกลางวันกลางคืนโดยไม่หยุดพัก เพื่อเร่งเดินทางให้เร็วเป็นเท่าตัว

หากเดินทางไปชิงชัยภูมิเป็นระยะทางร้อยลี้ แม่ทัพทั้งสามเหล่าทัพจะมีโอกาสถูกจับสูง ทหารหนุ่มที่ยังแข็งแรงเดินทางไปถึงก่อนแล้ว ผู้ที่ร่างกายอ่อนแอกว่าจะถูกสลัดทิ้งจากขบวน เกรงว่าผลลัพธ์คือกองทัพจะเหลือคนอยู่เพียง 1/10

หากเดินทางห้าสิบลี้ไปชิงชัยภูมิ กองที่นำหน้าอาจถูกตีพ่าย และผลสุดท้ายก็จะมีกองกำลังเพียงครึ่งเดียวที่เดินทางไปถึง

หากเดินทางสามสิบลี้ไปชิงชัยภูมิ กองทัพที่จะเดินทางไปถึงก็มีเพียง 2/3 เท่านั้น

ดังนั้น หากกองทัพไร้เสบียงก็จะแพ้พ่าย ไม่อาจคงอยู่ได้ ไม่มีสิ่งของสำรองก็จะไม่อาจทำสงครามได้นาน


ดังนั้น หากไม่เข้าใจแผนการของแคว้นอื่น ก็ห้ามเชื่อมสัมพันธ์ด้วยเด็ดขาด หากไม่ชำนาญภูมิประเทศ ว่าที่ใดเป็นป่าเขา ชัยภูมิอันตราย หรือแม่น้ำลำคลอง ก็ห้ามเดินทัพผ่านเด็ดขาด หากไม่ชำนาญภูมิประเทศ จะไม่มีทางได้เปรียบด้านชัยภูมิเด็ดขาด

การรบทัพจับศึกต้องพลิกแพลงร้อยเปลี่ยนพันแปรจึงจะสามารถคว้าชัยมาได้ เคลื่อนไหวกองทัพตามผลประโยชน์ที่คาดว่าจะได้รับ ไม่ว่าจะใช้วิธีแยกทัพหรือรวมทัพ ล้วนพลิกแพลงตามสถานการณ์

ยามกองทัพเร่งเคลื่อนไหว ประดุจลมพายุพัดถึงกาย

ยามกองทัพชะลอเชื่องช้า จักแน่นหนาดุจป่าทึบ

ยากบุกจู่โจมศัตรู ประดุจเปลวไฟเรืองโรจน์

ยามตั้งมั่นเฝ้ารักษา มั่นคงดั่งภูผา

ยามแฝงกายหลบเร้น ดุจฟ้าครึ้มฝนมิอาจมองเห็นสุริยันจันทราและดารา

ยามเคลื่อนไหว ดุจสายฟ้าหมื่นสายฟาดกระหน่ำ


ใช้การพูดบังคับบัญชาไม่ได้ จึงใช้กลองแทน ใช้กิริยาอาการบังคับบัญชาไม่กระจ่าง จึงใช้ธงแทน

กลอง และ ธงรบ จึงเป็นอุปกรณ์ในการใช้บังคับบัญชากองทัพที่สำคัญ

เมื่อการบังคับบัญชากองทัพเป็นไปอย่างชัดเจนและมีประสิทธิภาพ เช่นนั้นทหารหาญจะไม่อาจบุกรุดหน้าไปโดยพลการเพียงลำพัง ทหารที่ขี้ขลาดก็จะไม่อาจแอบถอยไปเพียงลำพังได้ นี่แหละคือวิธีบังคับบัญชากองทหารที่มีทหารจำนวนมาก

ดังนั้น หากเป็นการรบในยามกลางคืน ให้พยายามใช้แสงไฟกับกลองรบบังคับบัญชา

หากเป็นการรบในยามกลางวัน ให้ใช้ธงรบในการบังคับบัญชา

การเปลี่ยนมาใช้กลองศึกและธงรบเหล่านี้ล้วนเป็นไปเพื่อให้ทหารสามารถมองเห็นและได้ยินการบังคับบัญชาได้อย่างชัดเจนทั้งสิ้น


เราสามารถทำลายความฮึกเหิมของสามทัพศัตรูได้ เราสามารถทำลายความมั่นใจของแม่ทัพฝ่ายศัตรูได้

ยามแรกออกรบ ทหารจะฮึกเหิม เมื่อเวลาผ่านไปได้ระยะหนึ่ง ทหารก็จะเริ่มเนือยลง เมื่อถึงช่วงสุดท้าย ทหารจะเริ่มหมดกำลังใจจะรบและอยากกลับบ้าน

ดังนั้น ผู้ชำนาญการศึกมักหลีกเลี่ยงการปะทะกับทหารที่กำลังฮึกเหิมของข้าศึก และรอจนกว่าทหารข้าศึกเริ่มเนือยจึงค่อยยกทัพไปตี นี่คือหลักในการยึดกุมกำลังใจรบของทหาร

เอาความเป็นระเบียบของตนไปปะทะกับความสับสนรวนเรของศัตรู ใช้ความสงบเยือกเย็นของฝ่ายตนเข้าปะทะกับความหวาดหวั่นของศัตรู นี่คือหลักในการยึดกุมจิตใจของทหาร

ใช้ประโยชน์จากการที่เราอยู่ใกล้สนามรบในขณะที่ศัตรูต้องเดินทางไกลมายังสนามรบ ใช้การรอคอย อย่างสงบเยือกเย็นและเตรียมพร้อมของเราไปปะทะกับการต้องเดินทางไกลจนเหน็ดเหนื่อยเมื่อยล้าของศัตรู ใช้การที่เสบียงของฝ่ายเราเต็มเปี่ยมพร้อมมูลไปปะทะกับฝ่ายศัตรูที่เสบียงหมดสิ้นทหารอดอยากหิวโหย นี่คือหลักในการยึดกุมกำลังรบของทหาร

อย่าได้ไปปะทะกับศัตรูที่จัดกองทัพอย่างเป็นระเบียบ ตั้งทัพอย่างหนาแน่นรัดกุม อย่าได้ไปปะทะกับกองทัพที่สงบเยือกเย็นและมีกำลังพลรบมหาศาล นี่คือหลักการพลิกแพลงตามสภาพของศัตรู

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น