ป้ายกำกับ

Google (13) forum (12) webboard (12) กระดานสนทนา (12) ethic (10) มารยาท (10) politic (9) การเมือง (9) election (6) life (6) life style (6) local (6) การเลือกตั้ง (6) ชีวิต (6) ท้องถิ่น (6) cartoon (5) history (5) การ์ตูน (5) ประวัติศาสตร์ (5) แบบแผนชีวิต (5) family (4) freetalk (4) manga (4) strategy (4) war (4) ยุทธศาสตร์ (4) สงคราม (4) สนทนาทักทาย (4) data (3) download (3) sun tzu (3) ข้อมูล (3) ครอบครัว (3) ซุนวู (3) ระเบียบวิธี (3) Algorithm (2) administration (2) art (2) book (2) buddhist (2) business (2) chatroom (2) fiction (2) instruction (2) learning (2) management (2) methodology (2) monk (2) philosophy (2) search (2) society (2) technology (2) thai (2) website (2) การเรียนรู้ (2) ค้นหา (2) จัดการ (2) ธุรกิจ (2) นิยาย (2) บริหาร (2) ปรัชญา (2) พระสงฆ์ (2) พุทธศาสนา (2) ภาษาไทย (2) วิธีใช้ (2) สังคม (2) หนังสือ (2) ห้องสนทนา (2) เทคโนโลยี (2) E-mail (1) Facebook (1) Gmail (1) Thailand (1) Twitter (1) Youtube (1) ads (1) artbook (1) artist (1) birthplace (1) blog (1) city (1) communication (1) computer (1) concubine (1) discuss (1) eating (1) fallacy (1) father (1) focus (1) food (1) future (1) growth (1) height (1) homeland (1) ink (1) internet (1) introduce (1) language (1) lie (1) logic (1) marketing (1) morale (1) open (1) paper (1) parents (1) political party (1) printer (1) procedure (1) profile (1) reader (1) scan (1) service (1) spam (1) start (1) studybook (1) sufficient (1) system (1) thanks (1) thin (1) three kingdoms (1) topic (1) traveling (1) uthaithani (1) video (1) weblog (1) webmaster (1) weight (1) กระดาษ (1) กระทู้ (1) การกิน (1) การตลาด (1) การสื่อสาร (1) การเดินทาง (1) การเติบโต (1) ขยะข้อมูล (1) ขอบคุณ (1) ข้อปฏิบัติ (1) คติธรรม (1) ความสูง (1) คอมพิวเตอร์ (1) ตรรกะวิบัติ (1) ตรรกะศาสตร์ (1) ตระกูล (1) ตอแหล (1) นักอ่าน (1) น้ำหนัก (1) บรรพชน (1) บริการ (1) บ้านเกิด (1) บ้านเกิดเมืองนอน (1) ประเทศไทย (1) ผอม (1) พรรคการเมือง (1) พอเพียง (1) พ่อ (1) ภาษา (1) มุมมอง (1) ระบบ (1) วิจารณ์ (1) ศิลปิน (1) ศีลธรรม (1) สามก๊ก (1) หมึก (1) อนาคต (1) อาหาร (1) อุทัยธานี (1) เครื่องพิมพ์ (1) เมียน้อย (1) เมือง (1) แนะนำตัว (1) แบบเรียน (1) โฆษณา (1)

วันอังคารที่ 15 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2554

การเดินทางสัญจรไปมาของกรรมกรกระทู้

การเดินทางไปไหนมาไหนของกรรมกรนั้น ตัวกรรมกรนิยมเดินทางด้วยรถเมล์ร้อนเป็นหลักเนื่องจากว่าค่าโดยสารนั้นถูกมากเพียงเที่ยวละ7บาท แม้ว่าจะต้องเจอกับรถติดซึ่งเป็นปัญหาประจำแต่ก็ไม่ได้เดือดร้อนอะไรมากนักเพราะกรรมกรวางแผนเลี่ยงเส้นทางไว้อย่างดีแล้ว อีกทั้งเวลาที่เสียก็สามารถจัดการได้แค่เพียงพกการ์ตูนไปอ่านเล่นฆ่าเวลาไปเรื่อยๆ
โดยเส้นทางถนนต่อไปนี้ถ้าไม่จำเป็นไม่ควรจะผ่านเด็ดขาดด้วยประการทั้งปวง ในช่วงเวลาเช้าและเย็นถึงหัวค่ำ
1.อโศกมนตรี
2.เพชรบุรีระหว่างแยกประตูน้ำกับราชเทวี
3.พญาไทช่วงอนุสาวรีย์กับราชเทวี
4.ห้าแยกลาดพร้าว
5.ลาดพร้าวทั้งสาย
6.สาทรทั้งสาย
7.วงเวียนใหญ่
8.สุขุมวิทช่วงตั้งแต่แยกพระโขนงผ่านแยกเอกมัย แยกทองหล่อ แยกอโศก ยาวไปจนถึงเพลินจิตแยกราชประสงค์

รถเมล์ร้อนครีมแดงของขสมก.ซึ่งผมสามารถใช้ตั๋ว7บาทที่ซื้อจากอู่ลดราคา10%และผมใช้บ่อยก็มี
1.สาย136 เป็นสายสุดฮิตที่ผมใช้ขึ้นประจำเพื่อไปยังศูนย์สิริกิต์เวลาไปเที่ยวงานคอมมาร์ทหรือว่างานหนังสือซึ่งจัดกัน2-3ครั้งใน1ปี ไปตลาดนัดจตุจักรเพื่อไปซื้อการ์ตูนมือสองและการ์ตูนใหม่ราคาลด20%ที่JC.สาส์นแถวสะพานควายโดยออกกำลังเดินเท้าไปสักหน่อย
2.สาย137 สายนี้ใช้เดินทางไปแถวบางกะปิ กับตลาดรามคำแหง
3.สาย179 สายนี้ใช้สำหรับเดินทางไปแถวแยกวงศ์สว่าง กับเชิงสะพานพระราม7เพื่อต่อรถเมล์ร้อนแถวนั้นเดินทางตามถนนประชาราษฎร์-สามเสนไปสนามหลวง เทเวศน์ บางลำภู ได้
4.สาย206 สายนี้ใช้สำหรับเดินทางไปซีคอนสแควร์แถวถนนศรีนครินทร์ซึ่งอยู่ไกลไปจากบ้านกรรมกรมากในช่วงที่วิบูลย์กิจจัดงานการ์ตูนของตัวเองที่นั้นในช่วงปลายเดือนตุลาคมของทุกปี

ส่วนรถเมล์แอร์ที่ผมมักจะใช้เดินทางก็มี
1.สาย73ก. สายนี้ใช้เวลาเดินทางไปมาบุญครอง ,ตลาดสะพานเหล็ก เยาวราช (ค่าโดยสาร16-18บาท)
2.สาย514 สายนี้ใช้เวลาเดินทางไปสีลม ,ศูนย์Thailand Book Towerกับโรงพยาบาลเซ็นหลุยส์(ลงแถวแยกถนนปั้นแล้วเดินเข้าถนนปั้นไปจากนั้นเลี้ยวซ้ายก็เจอแล้วครับ) ,แยกบางรัก (ค่าโดยสาร16บาท)
3.สาย187 สายนี้ใช้เวลาเดินทางไปแถวตลาดสะพานใหม่ และฟิวเจอร์พาร์ครังสิต (ค่าโดยสาร22บาท)
4.สาย517 สายนี้ใช้เวลาเดินทางไปแถวถนนอ่อนนุช-ลาดกระบัง ซึ่งสามารถต่อรถที่นั้นเพื่อเข้าไปสนามบินสุวรรณภูมิได้

นอกจากนี้ก็มีรถเมล์ร้อนที่กรรมกรชอบใช้เดินทางแม้จะไม่ได้แล่นผ่านแถวบ้านซึ่งก็มี
1.สาย47 สายนี้ใช้เวลาเดินทางไปมาระหว่างตลาดคลองเตย(เดินเท้าสักนิดข้ามแยกพระราม4ก็ถึงศูนย์สิริกิต์แล้ว) ,มาบุญครองสยามสแควร์ ,ย่านร้านขายส่งหนังสือแถวหลานหลวง ,สนามหลวง
2.สาย3 สายนี้ใช้เวลาเดินทางไปมาระหว่างจตุจักรสะพานควาย ,ที่ตั้งค่ายทหารแถวเขตดุสิต ,ศรีย่าน ,เทเวศน์ ,บางลำภู ,สนามหลวง ,วงเวียนใหญ่ตลาดคลองสาน
3.สาย205 สายนี้ใช้เวลาเดินทางไปมาตามถนนพระราม3ช่วงเขตยานนาวากับบางคอแหลม ระหว่างตลาดคลองเตย ,เดอะมอลล์ท่าพระ
4.สาย4 สายนี้ใช้เวลาเดินทางไปมาระหว่างวงเวียนใหญ่ ,ตลาดเยาวราช ,ตลาดคลองเตย
5.จำชื่อสายไม่ได้ ใช้เวลาเดินทางไปมาระหว่างสนามหลวง ,แยกดาวคะนอง ,ตลาดบางปะกอก ,ท่าน้ำพระประแดง
6.สาย12 สายนี้ใช้เวลาเดินทางไปมาระหว่างตลาดห้วยขวาง ,ตลาดดินแดง ในเส้นทางถนนราชสีมา(ผ่านสวนอัมพร) ,ถนนสุโขทัย ,วัดสุทัศน์ฯ ,สวนเจ้าเชตุ
7.สาย45 สายนี้ใช้เวลาเดินทางไปมาระหว่างตลาดคลองเตย ,แยกกล้วยน้ำไท ,แยกอ่อนนุช ,ศูนย์ไบเทคบางนา

สเปคคอมเครื่องที่ใช้อยู่ตอนนี้เทียบกับคอมเครื่องเก่าโบราณอายุ8ปีครึ่ง

- Intel Pentium4 2.66D GHz. Socket775 64bit ประกัน3ปี(เอ... ถ้าPentium5ออกเมื่อไหร่จะยังใช้Socketนี้อยู่หรือเปล่าหว่า มีคนมาบอกต่อว่าCPUรุ่นใหม่จะใช้กับChipsetตัวที่ผมซื้อนี่ไม่ได้ ต้องไปถามพี่ดูสักหน่อย)
- Mainboard ASUS P5GD1-PRO ประกัน3ปี
(สเปคหวังใช้ระยะยาวเลยครับ ช่องเสียบการ์ดPCI3ช่อง ช่องเสียบการ์ดจอPCI Express1ช่อง ช่องเสียบHDD.แบบS-ATA Socket CPU 775 ที่น่าเสียดายก็คือช่องเสียบแค่DDR4ช่อง เพราะแบบช่องเสียบDDR.II ทำให้งบบานเกินฮะ)
- DDR RAM ยี่ห้อKington 256Mb. Bus 400MHz.2แผง 
- Hard Disk ยี่ห้อSeagate ความจุ80Gb. ความเร็วการหมุน7200RPM.(รอบต่อนาที) ช่องเสียบS-ATA ประกัน5ปี
- การ์ดจอ GeForce6200 RAM128Mb./TV out/16X ช่องเสียบPCI Express ประกัน3ปี
- FDD.1.44Mb. / CD-RW Drive 52x32x52 ยี่ห้อLite On ประกัน1ปี
- Case ATX Power Supply350Watt ประกัน1ปี พร้อม Card reader 9in1
เหลือMonitor17นิ้วเครื่องใหม่นี่แหละต้องซื้อใช้แทนเครื่องเก่าที่มัวเต็มที จะเป็นจอFlatหนัก3ลูกแตงโมราคา4000-5000บาท หรือไม่ก็LCD(ถนอมสายตา)หนัก1ลูกแตงโม8000บาทขึ้น ต้องมาตัดสินอีกทีหนึ่งว่าแบบไหนใช้ทนใช้คุ้มกว่ากัน แต่ตอนนี้ต้องขอสะสมทุนใหม่อีกรอบ
ซื้อมาใช้งานตั้งแต่กลางเดือนสิงหาคมปี2548 ใช้งานมา5ปีครึ่งแล้ว
ส่วนเครื่องเก่าอายุ8ปีครึ่งก่อนปลดระวางออกไปตอนที่ซื้อเครื่องใหม่ก็
- Mainboard 4ISA 4PCI 4ช่องเสียบEDO RAM
- EDO RAM4แผง รวมแล้วก็48Mb. (เพิ่มทีหลัง แรกๆให้แค่16Mb.)
- HDD Maxtor ความจุ4Gb. ช่องเสียบIDE (เพิ่มทีหลัง ตอนแรกให้แค่1.2Gb.)
- CD-ROM Drive 8x ยี่ห้อNEC + FDD 1.44Mb.
- Sound card(ISA) + VGA card(PCI)
- Pentium 166MHz.
- ลำโพง2ตัว160Watt.+Mouse+Keyboard+Mouse pad
- Monitor CRT Mag Innovistion 17นิ้ว
- โต๊ะวางคอมพร้อมเก้าอี้1ชุด+อบรมคอมฟรี+เน็ต
ซื้อมาจากสามารถคอมฯตอนนั้นแพงถึง50000กว่า - -" ช่วงต้นปี40ได้ก่อนลอยตัวค่าเงินบาท ทนใช้มาได้ตั้ง8ปีครึ่ง เอ้อ....


งานคอมมาร์ทเมื่อกลางปี2550 ผมถือโอกาสซื้อเครื่องDVD Rewriterยี่ห้อLGที่บู๊ทของLGในราคาเกือบ1200บาท โดยสเปกของมันก็คือใช้ช่องและสายเสียบแบบSata ช่วยให้ส่งผ่านข้อมูลเพื่อทำการไรท์เป็นไปอย่างสะดวกรวดเร็วขึ้น และสามารถพิมพ์ลายลงไปบนแผ่น(LightScribe)ได้ ความเร็วการไรท์สูงสุด15x
โดยผมทดลองไรท์แผ่นDVDข้อมูล4.7Gb. ความเร็ว15xใช้เวลาแค่15-20นาทีเอง มากกว่าไรท์CDธรรมดาไม่มากเท่าไหร่

ต่อมาก็ได้ฤกษ์ซื้อHard Diskตัวใหม่เมื่อช่วงปลายสิงหาปี2550เพิ่มไปด้วย เนื่องจากตัวเก่าเกิดอาการมีเสียงผิดปกติดังเป็นจังหวะๆเกรงถ้าไม่รีบเปลี่ยนหรือแก้ไขอาจส่งผลร้ายต่อไฟล์ข้อมูลมีค่าที่อุตสาห์สะสมมาทั้งหมด ดังนั้นเพื่อเป็นการประกันความเสี่ยงต่อความเสียหายในข้อมูลจึงต้องรีบซื้อตัวใหม่มาใช้สำรองข้อมูลไปเลย
ในที่สุดก็ได้Hard Diskตัวใหม่ยี่ห้อSeagate ความจุ250Gb. ช่องและสายเสียบSata กับBuffer Memory 8Mb. ราคา2300กว่าบาท เอามาใช้รองรับไฟล์ข้อมูลรวมแล้วตอนนี้กว่า65Gb.ซึ่งก็เกือบจะเต็มของตัวเก่าความจุ80Gb.เข้าไปแล้ว แถมมีปัญหาโหลดช้าเนื่องจากเหลือเนื้อที่ว่างน้อย ซึ่งก็คงจะใช้ได้คุ้มไปอีกนานเลยตามหลักเศรษฐกิจพอเพียง
และวันนี้ผมเพิ่งจะไปรับเอาHard Disk ความจุ80Gb.ตัวใหม่มาใช้แทนที่ตัวเก่าที่เอาไปเปลี่ยนที่ศูนย์Synnex สาขาห้างพันทิพย์

การอัพครั้งหน้าผมกะเอาไว้ว่าอนาคตถ้ามีMainBoard ใช้กับSocket CPU Intelแบบใหม่ที่ดีกว่าSocket775 รองรับDDR3ที่เริ่มมีออกมาให้ยั่วกระเป๋าเงินเล่นแล้ว และมีการพัฒนาSata3ใช้แล้วหรือแม้แต่ช่องเสียบการ์ดจอแบบใหม่ที่พัฒนาขึ้นไปจากช่องเสียบPCI Express ถึงตอนนั้นอาจจะได้ซื้อเครื่องใหม่เลยก็ได้คุ้มแน่นอน แม้ว่าตัวเก่าอาจจะยังใช้ได้อยู่ก็ตาม

ดูสมุดพกเก่าๆแล้วเรานี่สมองเติบโตช้าแถมยังไม้เสียบผีอีกถึงตอนนี้ก็ยังไม่เปลี่ยน

ไม่น่าเชื่อว่าผมยังเก็บสมุดพกเก่าๆแก่ๆของตัวเองมาตั้งแต่ยังอยู่โรงเรียนปัญจทรัพย์ ซึ่งเป็นโรงเรียนของคริสตจักรมิชชันนารีใกล้ๆคลองบางซื่อ ถนนรัชดาภิเษกฝั่งดินแดง ก็ใกล้บ้านผมแค่เดินไป10-15นาทีก็ถึงแล้ว ปัจจุบันมีสถานีรถไฟฟ้าใต้ดิน(สถานีรัชดาภิเษก)อยู่ใกล้ด้วย เด็กสมัยนี้เลยมาโรงเรียนได้สะดวกขึ้นเยอะ
จริงๆผมไม่ได้เก็บไว้แต่แรกหรอก แต่มันสุมอยู่ในมุมมืดส่วนไหนของบ้านก็ไม่รู้เหมือนกัน เมื่อไม่กี่ปีนี่พอผมเจอเข้าก็เลยถือโอกาสเก็บรวมๆไว้กับแฟ้มเก็บเอกสารสำคัญๆของผมเองซะเลย
สมุดพกที่ผมเก็บไว้ก็มีตั้งแต่ชั้นอนุบาล2ไปจนถึงป.6 รวม7เล่มด้วยกัน ตั้งแต่ปีการศึกษา2527-2533 ข้อมูลที่เก็บไว้ก็มีบันทึกการฉีดวัคซีน น้ำหนักส่วนสูง สถิติจำนวนวันการมาเรียน มาสาย ลาป่วย ลากิจ ขาดเรียนในแต่ละเดือน
ซึ่งพอจะสรุปคร่าวได้ว่า
1.ส่วนสูงผมเติบโตอยู่ระหว่าง106-136.5 ซม. ซึ่งถือว่าต่ำกว่าเด็กโดยทั่วไปเมื่อตอนนั้น เนื่องจากช่วงที่เข้าแถวเตรียมเคารพธงชาติเรียงลำดับไหล่ทีไร ผมมักจะอยู่หางแถวประจำเลยครับ
2.น้ำหนักผมขึ้นอย่างช้าๆที่15-25 กก.ซึ่งถ้าเอาน้ำหนัก(กก.)มาหารด้วยกำลังสองของส่วนสูง(เมตร)ก็จะได้ค่าดัชนีที่13-14หน่วย ซึ่งถือว่าอยู่ในภาวะLoseweightเบากว่ามาตรฐานอยู่พอสมควรครับ มาตรฐานปกติประมาณสัก17-18ได้
3.ตั้งแต่อนุบาล2จนถึงป.3เทอมต้นผมได้เกรดวิชาเลขที่0-1ตลอดเลย แต่พอเข้าเทอมปลายป.3ผมได้เกรด4และก็เป็นอย่างนั้นเรื่อยมาจนจบประถม ประมาณปัญญาการคำนวณเริ่มเข้าที่เมื่อตอนนั้นนี่เอง
4.ส่วนวิชาอื่นๆอย่างพวกภาษาไทย ,อังกฤษ ,สปช. ,สลน. ,กพอ. ก็ขึ้นๆลงๆที่เกรด1-2 พอขึ้นป.4ก็ไปขึ้นลงที่เกรด2-4 มีอังกฤษวิชาเดียวขึ้นไปถึงเกรด4
5.เรื่องของพฤติกรรมช่วงนั้นจนถึงตอนนี้ผมก็ยังแทบไม่เปลี่ยนแปลงเลยนั้นก็คือ ผมไม่ค่อยชอบเข้าสังคมการเล่นกับเพื่อนฝูง รวมถึงการพูดคุยปฏิสัมพันธ์ซึ่งคงเป็นเพราะผมพอใจในชีวิตที่แสวงหาความสุข ความสนุกโดยไม่ต้องอาศัยเพื่อนสนิทมิตรสหายมาจนถึงตอนนี้ เวลาจะต้องทำงานร่วมกันกับเพื่อนเลยเจอปัญหาไม่ใช่น้อยเหมือนกัน
6.ลายมือผมไก่เขี่ยแบบสุดๆ แถมผมยังติดนิสัยการจับปากกาที่ผิดจากชาวบ้านเขาคือเอานิ้วนางมาจับประคองด้วยรวมเป็น4นิ้วซึ่งปกติใช้แค่นิ้วกลางก็พอ จนถึงตอนนี้ผมก็ยังเป็นอยู่เลยครับ ลายมือผมในตอนนี้ดีกว่าแรกๆเยอะ แต่ใช้เวลาเขียนกว่าจะจบก็นานเอาเหมือนกันแถมยังทำเอานิ้วเมื่อยอีกต่างหาก(น่าจะต้องบริหารนิ้วอยู่เหมือนกัน)

ยังไม่หมดครับยังสมุดพกเมื่อสมัยม.ต้น(รบ.4-ต)ด้วยครับมาถึงตรงนี้ผมได้เกรด3-4เกือบทุกวิชาเลยครับจะมี2ก็ภาษาไทยกับสุขศึกษานี่แหละ เกรดเฉลี่ยของม.ต้นรวมแล้วก็3.52ครับ เลขผมก็ยังคงได้เกรด4เรื่อยมา ส่วนวิทยาศาสตร์นั้นม.1ได้เกรด3 พอขึ้นม.2ปัญญาเริ่มเข้าที่ครับผมได้4ตั้งแต่นั้นมา
ยังดีที่ตอนนั้นวงการเกมกับการ์ตูนบ้านเรายังไม่เจริญมากมายเหมือนตอนนี้ ถ้าผมมาเกิดช้ากว่านี้สัก10ปีละก็ผมอาจจะไม่ใช่คนบ้าสาระและภูมิปัญญาเหมือนในตอนนี้ก็ได้นะครับ


คราวนี้มาว่ากันในเรื่องของน้ำหนักส่วนสูงกันมั่ง ปัจจุบันนี้ก็อย่างที่เห็นนั้นละครับ
สูง : 171 ซม.
หนัก : 55 กก.
ถ้าคิดค่าดัชนีความหนาของร่างกายจาก น้ำหนัก(กิโลกรัม)/ส่วนสูง2(เมตร2)ก็ได้มา18.8 ซึ่งอยู่ในภาวะที่เรียกว่าLose weightหรือผอมกว่ามาตรฐานนั้นละครับ ถ้าจะให้รูปร่างพอดีก็ต้อง20ขึ้นไปมั๊ง
ทำให้นึกถึงเมื่อสมัยทดสอบเข้าเรียนนักศึกษาวิชาทหารตอนเรียนม.ปลาย ตอนนั้นผมหนักแค่41-42ได้มั๊ง แต่มาตรฐานเขากำหนดไว้ที่44 เลยมีการแอบยัดก้อนหินใส่กระเป๋าถ่วงเพิ่มเข้าไปก็เลยอนุโลมให้ผ่านได้ แถมทดสอบวิ่ง800เมตรในเวลา2นาทีครึ่งผ่านไปอย่างไม่น่าเชื่อด้วยลมหายใจกับอุณหภูมิในร่างกายสูงเกือบเกินกว่าที่ร่างกายจะรับได้
นับจากนั้นมาจนถึงตอนนี้ น้ำหนักผมก็ไม่ได้ขึ้นมากเท่าไหร่นัก แต่ก็ดีตรงที่เวลาเดินไปไหนมาไหนนี่คล่องตัวเร็วปรู๊ดสุดๆเลยครับ
ก็ไม่รู้ว่าจะเป็นเพราะผมทานน้อยพออิ่มกลัวเปลืองตังค์ หรือว่าทานแล้วสารอาหารมันไม่ค่อยถูกดูดซึมไปใช้มากเลยออกมากับของเสียซะเยอะ หรือเพราะผมออกกำลังโดยการเดินเร็วๆร่อนไปร่อนมาประจำวันกันแน่นะ
ขนมที่ผมชอบกินประจำวันตามใจปากในบางครั้ง แต่ไม่บ่อยเพราะไม่ทำให้ท้องอิ่มคุ้มกับเงินที่เสียไป แถมยังได้รับสารอาหารไม่ครบอีกต่างหาก ก็มีมันฝรั่งทอดกรอบรสบาบีคิว ไอศกรีมวานิลลาช็อกโกแลต และก็คอร์นเนตโตซุเปอร์ นั้นละ ส่วนอาหารหลักที่ผมกินก็อ่านได้จากBlogก่อนๆนะครับ

ชาตินี้กรรมกรกระทู้อย่างเราจะมีครอบครัวไหมเนี่ย

ไม่ทราบเหมือนกันว่าถ้าผมจั่วหัวข้อBlogแบบนี้แล้วจะมีคนหลงเข้ามาอ่านเยอะกว่าปกติหรือเปล่าไม่รู้
แต่ที่แน่ๆก็คือผมถูกแม่ถามถึงเรื่องนี้อยู่บ่อยครับ ว่า

เมื่อไหร่จะมีเนื้อคู่เป็นตัวเป็นตนสักที

น่าจะทำความรู้จักกับสาวร่วมรุ่นคณะเดียวกันสักหน่อยเผื่อจะได้เพื่อนไปเที่ยวเข้าสังคมเปิดหูเปิดตาไปโลกข้างนอกบ้าง เน็ตจะได้เลิกสักที

บ้าแต่การ์ตูนกับเน็ตอย่างนี้แล้วชีวิตมันจะเจริญขึ้นได้ยังไง


ผมเพิ่งจะอ่านไทยรัฐฉบับเมื่อวานคอลัมป์สกู๊ปหน้า1พบว่าในรอบทศวรรษที่ผ่านมา เด็ก3ขวบขึ้นไปมีพัฒนาการล่าช้าไม่สมวัยโดยเฉพาะอย่างยิ่งสมอง สติปัญญา
พอเข้าสู่วัยเรียนสิ่งแวดล้อมในบ้านไม่ได้กระตุ้นพัฒนาการของเด็กให้เหมาะสม เนื่องจากผู้เลี้ยงมีปฏิสัมพันธ์กับเด็กค่อนข้างน้อย
เด็กส่วนใหญ่ใช้เวลาหมดไปกับการบ้าน เรียนพิเศษ เวลาว่างก็ทีวี วิดิโอเกม เกมออนไลน์ สุดท้ายเชาวน์ปัญญาของเด็กวัยเรียนลดลงอย่างน่าตกใจ พ่อมีบทบาทการเลี้ยงดูน้อยมากเพียง1.2%
พ่อแม่คาดหวังให้ลูกเป็นเด็กดีเรียนหนังสือเก่ง จบสูงๆมีการงานดีคิดเพียงว่าทำงานเก็บเงินให้ลูกเรียนจะเป็นวิธีบรรลุความหวัง แต่ไม่ได้ช่วยเรื่องการเรียนของลูก เอาแต่เน้นการเลี้ยงดุ กินอยู่หลับนอน แต่ขาดการส่งเสริมทางปัญญา ไม่ได้ส่งเสริมการอ่าน ส่วนใหญ่เปิดทีวีให้เด็กดู แล้วยกเรื่องการเรียนรู้ให้เป็นหน้าที่ของครูและโรงเรียน
ต่อมาผู้เลี้ยงดูมักแสดงความรักต่อเด็กเปลี่ยนแปลงไปตามอายุ เด็กเมื่อโตขึ้นพ่อแม่ก็จะชมเชยลูกน้อยลง และเพิ่มการสั่งสอนว่ากล่าวตักเตือนมากขึ้น
สังคมกับสมองของเด็กเป็นเรื่องเดียวกัน เมื่อเด็กแต่ละคนมีพัฒนาการเหมือนกัน จะต่างกันก็เพียงโอกาส ปัจจุบันสังคมคนส่วนน้อยมีโอกาสพัฒนาสมอง เข้าถึงข้อมูลความรู้ได้มากกว่า แสวงหาผลประโยชน์อยู่รอดในสถานะที่ดีกว่า ก่อให้เกิดความแตกต่างขึ้น
ปัญหาความยากจน ไม่เท่าเทียมในฐานะ ก่อให้เกิดความเครียดรุนแรงนำมาซึ่งความขัดแย้งระหว่างชนกลุ่มต่างๆในสังคม ภาวะการพัฒนาสมองก็เช่นกัน ถ้าไม่สมดุลเซลล์สมองจะเป็นปรปักษ์ เกิดการทำลายกันและกัน
การแก้ปัญหาก็คือต้องเพิ่มศักยภาพของสมองเด็กและเยาวชนไทยให้ความสำคัญกับการลงทุนเพื่อการเรียนรู้ วางรากฐานกำหนดนโยบายกันแบบระยะยาว ก่อนจะสายเกินไป

ผมอ่านแล้วย้อนกลับมาคิดถึงตัวเองว่า เราพร้อมจะมีเนื้อคู่ ครอบครัว และมีลูกไว้สืบสกุล แล้วหรือยัง
เพราะนั้นหมายถึงว่าเราไม่มีเวลามาบ้าเล่นเน็ตแบบนี้อีกต่อไปแล้ว ทุกอย่างที่ทำเป็นเล่นเป็นงานอดิเรกจะต้องลดลงไปอย่างมากหรืออาจจะต้องยุติไปเลย รวมถึงบทบาทการเป็นกรรมกรกระทู้ด้วย 
การเลี้ยงดูลูกถือเป็นศาสตร์ที่ซับซ้อน ต้องสูญเสียทั้งเวลา สละความชอบความสนุกส่วนตัวมาทุ่มเทอย่างถึงที่สุดเท่านั้น เราจึงจะได้ลูกที่มีคุณภาพ ขึ้นอยู่กับว่าเราจะวางแผนเวลาชีวิตตัวเองไว้ในรูปแบบไหนกัน

แต่เรื่องนั้นช่างมันก่อนออกทะเลสาระไปไกลอีกแล้วฉัน เอาแค่ว่าชาตินี้เราจะหาสาวที่ไหนสักคนมาแอ้มได้ไหมละ ผับบาร์คาราโอเกะอะไรนั้นผมไม่สนอยู่แล้ว นอกเหนือจากนั้นผมจะไปจากไหนละ จากเน็ต? ที่ทำงาน? ร้านหนังสือ? ร้านการ์ตูน? แล้วมันจะไปเจอเหรอ? ประเภทที่เพลงสัญชาตญาณบอกนั้นนะ ผมยังไม่เจอเลยสักคนหนึ่ง
แถมเวลาเดินทางไปไหนต่อไหน ผมมักมีนิสัยชอบเดินเร็วแซงชาวบ้านแบบสุดๆ สายตามองอยู่แค่เส้นทางข้างหน้า เวลาขึ้นบันไดสะพานลอยก็วิ่งก้าวขึ้นไปทีละสองขั้นเพราะคนข้างหน้าเดินกันเชื่องช้าซะเหลือเกิน แล้วใครหน้าไหนจะมาสนใจเรามั่งละฟ่ะ 
เรามันก็ไม่เหมือนชาวบ้าน หน้าตาก็ไม่หล่อเอาซะเลยแถมยังขี้เกียจโกนหนวดหวีผมอีก ไม่ทำหน้าตาให้ดีๆแล้วใครเขาจะหันมาสนใจอีกละ

เอาเป็นว่าสาวคนไหนก็ได้มีการมีงานทำแล้ว ทำอาหารเก่ง งานบ้านงานเรือนแจ๋ว ถ้าอ่านเนื้อหาทั้งหมดในWeblogของผมแล้วถูกใจขึ้นมาละก็ จะติดต่อขอทำความรู้จักกับเบอร์มือถือผมก็ได้นะครับ มีอมยิ้มพันทิปเป็นตัวเป็นตนก็ดีฮะจะได้ส่งหลังไมค์สะดวก เผื่อว่าผมจะปรับปรุงตัวเองให้มันดีขึ้นกว่านี้ ให้เป็นพ่อที่เลี้ยงดูลูกให้เจริญและมีคุณภาพอย่างที่ต้องการ
โดยเฉพาะถ้าจบทางด้านวิทยาศาสตร์อาหาร(Food Science)ละก็ อันนั้นเข้าขั้นอุดมคติในใจผมเลยละครับ แหะๆ...
ขอบคุณที่เสียสละเวลามาอ่านBlogไร้สาระเรื่อยเปื่อย(หรือเปล่าหว่า?)ของผมนะครับ

ต้นตระกูลบรรพชนของกรรมกรกระทู้

วันนี้ผมมาเผยข้อมูลเล็กๆน้อยๆเท่าที่พอจะเผยได้ของต้นตระกูลบรรพชนของผมครับ
เริ่มกันที่สายพ่อของผมก่อน พ่อของผมนั้นเดิมมีบ้านเกิดอยู่แถวซัวเถา มณฑลกวางตุ้งโดยเป็นชาวจีนอพยพมาตั้งแต่เมื่อท่านยังอายุแค่10ขวบพร้อมๆกับอาก๋ง(ปู่)อาศัยอยู่แถวบ้านเกิดที่อุทัยธานี โดยอาม้า(ย่า)บังเกิดเกล้านั้นท่านได้เสียไปก่อนจะอพยพไปนานแล้วและศพก็ฝังอยู่ที่บ้านเกิดนั้นแต่น่าเสียดายที่ไม่สามารถชี้จุดเดิมซึ่งเป็นที่ฝังศพของอาม้าได้เนื่องจากการปฏิวัติศิลปะัวัฒนธรรมของจีนเมื่อสมัยท่านประธานเหมาเจ๋อตุงได้ทำลายศาลเจ้า ป้ายหลุมศพบรรพชนซะสิ้น
นอกจากนี้พ่อผมยังมีอาแปะ(ลุง)ที่อายุมากกว่าพ่อผมเกือบ10ปีด้วยกัน ซึ่งปัจจุบันยังคงยึดถิ่นฐานพำนักอยู่ที่เมืองวูฮั่น โดยคาดว่าญาติท่านอื่นๆของอาก๋งคงอาสารับเลี้ยงดูแทนท่านไป และไม่ได้เจอหน้ากันมานานมากถึง40ปีเห็นจะได้ กว่าจะได้เจอหน้ากันก็เมื่อเกือบ10ปีที่แล้วนี่เองซึ่งอาแปะท่านก็เกษียณอายุไปก่อนแล้วจึงมีเวลาและเงินทองมากพอจะมาเที่ยวเมืองไทยพร้อมๆกับอาอึ้ม(ป้าสะใภ้)เพื่อมาเจอหน้าพ่อผมสักครั้งซึ่งก็เป็นน่ายินดีแทนพวกท่านไปละครับ พอจะพูดคุยกันรู้เรื่องจากภาษาจีนแต้จิ๋วนะ
กลับเข้าเรื่องกันต่อ อาก๋งเมื่ออพยพมาอยู่เมืองไทยแล้วท่านก็ได้แต่งงานใหม่กับชาวจีนคนหนึ่งและรับอุปการะลูกบุญธรรมอายุมากกว่าพ่อผมเกือบ20ปี และเป็นชาวจีนเช่นกันคนหนึ่งไปด้วย ต่อมาเมื่ออาก๋ง อาม้าบุญธรรมเสียไป ลูกเลี้ยงคนนั้นก็รับอุปการะพ่อผมและรับเป็นอาแปะบุญธรรมไป พร้อมกับอี้หมวย(น้องสาวของอาม้าบุญธรรม)ก็ช่วยรับเลี้ยงดูต่อไปเช่นกัน
พ่อผมเรียนจบปวส.ช่างกล ปทุมวัน แล้วทำงานในสายงานถนัดของท่าน ปัจจุบันทำงานเป็นช่างเทคนิคอาวุโสในบริษัทรับเหมาก่อสร้างของสถาปนิกมือหนึ่งแห่งวงการสถาปัตยกรรมท่านหนึ่ง โดยถึงแม้พ่อผมจะแซยิดไปแล้วแต่ประธานบริษัทก็ยังคงให้ทำงานต่อไปจนถึงวัย65 จนป่านนี้เพิ่งจะทำเรื่องโอนสัญชาติมาเป็นไทยอยู่เลยครับ

มาถึงสายของคุณแม่บ้าง แม่ผมเกิดในช่วงที่สงครามโลกครั้งที่2ใกล้จะยุติพอดี โดยพักอาศัยอยู่ที่บ้านไม้เล็กๆใกล้กับตลาดสดริมแม่น้ำสะแกกรังของตัวเมืองอุทัยธานี 
โดยคุณตานั้นมีรากฐานบรรพชนเดิมเป็นบ่าวไพร่ผู้รับใช้ท่านขุนผู้หนึ่งแถวๆอ.ลาดยาว นครสวรรค์ ซึ่งต่อมาก็ได้ใช้นามสกุลตามชื่อของท่านขุนไปด้วย แต่คุณตาซึ่งจบมาทำงานเป็นทนายความเห็นว่าไม่เป็นมงคลก็เลยเปลี่ยนนามสกุลซะใหม่เป็นที่ใช้อยู่ในปัจจุบันนี้ และผมก็ใช้นามสกุลตามของแม่ไป
ส่วนคุณยายนั้นก็เป็นลูกหลานของชาวจีนไหหลำที่มีถิ่นฐานเดิมอยู่ที่ริมแม่น้ำใกล้ๆอำเภอบางปลาม้า สุพรรณบุรี ทำงานเป็นครูในโรงเรียนเล็กๆประจำชนบท
ในสมัยที่จอมพล ป.พิบูลสงครามเป็นนายกรัฐมนตรี รัฐบาลมีนโยบายให้คนไทยในสมัยนั้นมีลูกมีครอบครัวกันแบบขยาย เนื่องจากประเทศไทยเมื่อตอนนั้นมีจำนวนประชากรที่จะมาช่วยพัฒนาบ้านเมืองน้อยมากเมื่อเทียบชนชาติที่มีประวัติศาสตร์ยาวนานอย่างจีน ญี่ปุ่น เกาหลี และอินเดียเมื่อสมัยนั้น เพราะเรามีประชากรแค่10-20ล้านเท่านั้นเอง ส่งผลให้ช่วงตั้งแต่ปีพ.ศ.2485 - 2500 ทั้งคุณตาและคุณยายต่างก็มีลูกเป็นคุณป้าคุณน้ารวมแล้วก็6คนด้วยกัน โดยคุณแม่ผมนั้นเป็นคนที่2
ต่อมาหลังจากที่คุณน้าคนสุดท้องถือกำเนิดได้ไม่นาน คุณตาก็ได้ซื้อบ้านไม้หลังใหม่ซึ่งก็คือบ้านเกิดเดิมของผมหลังปัจจุบันที่ผมกล่าวไว้ในBlogก่อนๆแล้ว นับอายุของบ้านมาก็เกือบ50ปีแล้วครับ
หลังจากนั้นไม่กี่ปีคุณตาก็เริ่มเข้าสู่สนามการเมืองโดยการลงสมัครเป็นสส.เมืองอุทัยธานี ในนามพรรคประชาธิปัตย์ แล้วได้รับเลือกตั้งเข้ามาในสภาอยู่ช่วงหนึ่งก่อนจะถูกทำรัฐประหารยุบสภาไปตามธรรมเนียม แต่ก็ยังคงทำงานในสายงานเดิมของท่านตราบจนเกษียณอายุ และใช้ชีวิตอย่างสงบจนเสียไปด้วยโรคมะเร็งในลำไส้ใหญ่เมื่อผมวัยได้แค่2-3ขวบเท่านั้นเอง เหลือคุณยายที่ยังคงแข็งแรงดีอยู่จนเสียไปเมื่อปลายปี46ที่ผ่านมา ด้วยโรคหัวใจล้มเหลว
โดยคุณแม่ผมเรียนหนังสือจนจบปริญญาตรี มศว.ประสานมิตร แล้วเริ่มงานเป็นอาจาร์ยในโรงเรียนแถวอำเภอหนองฉาง อุทัยธานี ก่อนจะย้ายมาสอนวิชาพระพุทธศาสนา อยู่โรงเรียนกุนนทีฯแถวรัชดาห้วยขวางจนปลดเกษียณตัวเองก่อนกำหนดไปเมื่อปีที่แล้วนี่ ใช้ชีวิตอย่างสงบของแม่บ้านผู้ดูแลสั่งสอนลูกๆวัยทำงานอย่างผมนี่ละ

มาถึงชีวิตครอบครัวของท่านบ้าง หลังจากที่ท่านแต่งงานกันเมื่อสักปี2519ได้ ท่ามกลางสถานการณ์การเมืองที่วุ่นวายจากการปราบปรามคอมมิวนิสต์ พี่ชายผมเกิดก่อนและเติบโตอยู่ที่บ้านเกิดที่อุทัย จากนั้นพอผมเกิดก็ได้ย้ายมาอยู่บ้านทาวน์เฮาส์เล็กๆที่ซื้อไว้ในซอยแคบๆแถวตลาดแฟลตดินแดง ก่อนจะขายทิ้งและกู้เงินไปซื้อบ้านหลังปัจจุบันที่กล่าวไว้ในBlogก่อนๆโดยไปอาศัยค้างบ้านทาวน์เฮาส์3ชั้นของน้าแถวซอยสุทธิพร ถนนประชาสงเคราะห์ก่อนจะย้ายไปอยู่จริงอีกทีหนึ่ง

ก็จบเท่านี้ละครับเกี่ยวกับเรื่องบรรพชนของผม